ทุเรียน แม้ว่าอร่อยดีมีประโยชน์ แต่ผู้ป่วย 3 โรคนี้ที่ไม่สามารถทานได้เลย

หากพูดถึงราชาผลไม้คงหนี้ไม่พ้น “ทุเรียน” แม้ว่าจะอร่อยดีมีประโยชน์ แต่หากไม่ถูกวิธีก็เป็นอันตรายต่อชีวิตได้เหมือนกัน หลายคนเมื่อทานทุเรียนแล้วมักติดใจในรสชาติจนทำให้วางไม่ลง กลายเป็นการบริโภคที่มากเกินไป แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ทุเรียนนั้นมี ผู้ป่วย 3 โรคที่ไม่สามารถทานได้ นั้นก็คือ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคไตนั้นเอง

โดย นางกุลพร สุขุมาลตระกูล นักวิชาการโภชนาการชำนาญการพิเศษ สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า…

การกินทุเรียนในช่วงอากาศร้อนเป็นสิ่งที่ต้องพึงระวัง แม้ทุเรียนจะมีสารอาหารมากมาย ทั้งวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร แต่ก็มีสารจำพวกกำมะถัน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน น้ำตาลในปริมาณมาก ทำให้เมื่อกินทุเรียนร่างกายจึงได้รับพลังงานสูง ปัจจุบันมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร จัดบุฟเฟ่ต์ผลไม้ ใช้ทุเรียนเป็นจุดขาย ดังนั้น การกินทุเรียนให้มีสุขภาพดี จำเป็นต้องมีความรู้ มีความเข้าใจที่จะดูแลตนเองด้วย โดยเริ่มที่หากกินทุเรียนครึ่งเม็ดกลาง ต้องรู้ว่าร่างกายจะได้รับพลังงานประมาณ 200 กิโลแคลอรี เทียบกับกินข้าวยำปักษ์ใต้ 1 จาน หรือเท่ากับกินก๋วยเตี๋ยวปลาเส้นเล็กน้ำ 1 ชาม หรือเท่ากับข้าวราดแกงส้มผักรวม 1 จาน

นางกุลพรกล่าวอีกว่า… กรมอนามัยแนะนำให้ผู้ชายวัยทำงานไม่ควรกินน้ำตาลและน้ำมันเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน ผู้หญิงวัยทำงานไม่ควรกินน้ำตาลและน้ำมันเกินวันละ 4 ช้อนชา อย่างไรก็ตาม หากกินทุเรียน 1 เม็ดกลาง ก็ทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาล 4 ช้อนชา และได้รับน้ำมันถึง 3 ช้อนชาแล้ว จึงไม่เหมาะสมที่ผู้บริโภคจะกินอาหารรสหวาน สิ่งที่ควรทำคือ เลือกอาหารที่ใช้วิธีการปรุงที่ไม่ใช้น้ำมัน กะทิ และไม่หวาน ควรลดอาหารกลุ่มข้าว แป้ง และควรเดินเล่นประมาณ 30 นาที ทั้งนี้ คนที่มีสุขภาพแข็งแรงสามารถกินได้ และปฏิบัติตัวตามข้อแนะนำเบื้องต้น ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ ต้องกินให้น้อยที่สุด และนานๆ กินสักครั้ง ขณะที่ผู้ป่วยโรคไต นั้นต้องห้ามกินทุเรียนอย่างเด็ดขาด เพราะทุเรียนมีโพแทสเซียมสูง ส่งผลให้อาการของโรคทวีความรุนแรงมากขึ้นได้

สำหรับคนทั่วไปนั้นแม้จะไม่ได้ห้ามทานทุเรียน แต่ก่อนทานทุเรียนจะต้องมีสติให้มากๆ รู้ตัวว่าทานไปมากเท่าไรแล้ว ห้ามปากห้ามใจตัวเองได้ พร้อมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หากทำได้ตามนี้ รับรองว่าทานทุเรียนได้อิ่มอร่อย ปลอดภัยต่อร่างกาย ไม่มีเรื่องต้องกังวลใจ

ขอขอบคุณ กุลพร สุขุมาลตระกูล